บทที่ 1 ธุรกิจเครือข่าย MLM คืออะไร?

คู่มือสร้างธุรกิจเครือข่าย MLM

ธุรกิจเครือข่าย (MLM) คือ รูปแบบธุรกิจ หรือวิธีทำการตลาด ที่มีผู้ใช้สินค้า เป็นผู้จำหน่าย โดยมีรายได้เป็นเปอร์เซ็นต์จากการจำหน่ายสินค้า และรายได้จากการสร้างทีมผู้จำหน่ายที่อยู่ในทีมงาน ซึ่งเรียกว่า “ดาวน์ไลน์”

ลูกค้า สามารถซื้อสินค้า และในขณะเดียวกันก็สามารถสมัครเป็นผู้จำหน่ายได้ด้วย

หรืออาจกล่าวได้ว่า บริษัทที่ทำธุรกิจแบบเครือข่าย จะสร้าง และจัดการพนักงานขายด้วยการให้ ลูกค้ามาเป็นผู้จำหน่าย และผู้จำหน่ายนั้น ก็จะสร้างทีมงานของตัวเอง ด้วยการจัดประชุม ให้ความรู้ ให้กำลังใจ และกระตุ้นให้เกิดการการขายออกไปอีกเรื่อยๆ

Table of Contents

การตลาดแบบเครือข่าย คืออะไร?

การตลาดแบบเครือข่าย เป็นการตลาดที่ออกแบบขึ้น เพื่อให้ผู้คนทั่วไปสามารถสร้างธุรกิจเป็นของตัวเองได้ โดยใช้เงินลงทุนต่ำ ไม่ต้องมีทำเลหรือหน้าร้านในการประกอบธุรกิจ

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ไม่มีความเสี่ยงในการทำธุรกิจ

บริษัทโดยทั่วไปที่ไม่ใช้การตลาดแบบเครือข่าย จะใช้วิธีการกระจายสินค้า ด้วยการทุ่มงบประมาณเป็นจำนวนเงินมหาศาล ในการโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ ไปสู่ผู้บริโภค หลังจากนั้นจะกระจายสินค้าออกไปยังห้างร้าน เช่น ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าส่ง ร้านค้าปลีก ที่อยู่ตามพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ

ส่วนการตลาดแบบเครือข่ายนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้การโฆษณา ไม่จำเป็นต้องมีร้านค้าส่ง หรือร้านค้าปลีก แต่จะเปิดโอกาสให้ผู้คนทั่วไป เข้ามาร่วมเป็นหุ้นส่วน ในการนำสินค้าไปจำหน่ายกับผู้บริโภคโดยตรง

โดยมีแผนการจ่ายผลตอบแทน ให้กับผู้จำหน่ายเหล่านั้น และผู้จำหน่ายยังสามารถสร้างทีมผู้จำหน่ายต่อไปอีก ได้อย่างไม่มีจบสิ้น

องค์ประกอบของธุรกิจเครือข่าย

ในธุรกิจเครือข่ายจะประกอบไปด้วย 4 องค์ประกอบหลักคือ

1.บริษัท

บริษัทจะทำหน้าที่ผลิตสินค้าที่ดีที่สุดออกมา และออกแบบแผนการจ่ายผลตอบแทนให้กับตัวแทนผู้จำหน่าย และทำหน้าที่เก็บข้อมูลแผนผังของผู้จำหน่าย เพื่อใช้ในการคำนวณยอดธุรกิจและผลตอบแทนให้กับผู้จำหน่ายได้อย่างถูกต้อง

2.ลูกค้า

ลูกค้าทั่วไป ที่สนใจซื้อสินค้าใช้ในราคาขายปลีก โดยไม่สนใจที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิก หรือเป็นผู้จำหน่ายสินค้า

3.สมาชิกผู้ใช้สินค้า

คือลูกค้าที่สนใจซื้อสินค้าใช้ในราคาสมาชิก โดยการสมัครเป็นสมาชิก แต่ยังไม่สนใจเป็นผู้จำหน่ายสินค้า

4.ผู้จำหน่ายสินค้า

ตัวแทนผู้จำหน่ายสินค้า หรือที่เราเรียกว่า “นักธุรกิจอิสระ” คือลูกค้าหรือสมาชิกผู้ใช้สินค้า ที่ไม่เพียงแต่ต้องการใช้สินค้าในราคาสมาชิก แต่ยังสนใจสร้างรายได้ด้วยการนำสินค้าไปจำหน่าย และสร้างเครือข่ายของผู้จำหน่าย เป็นของตัวเองอีกด้วย

นักธุรกิจเครือข่าย มีรายได้มาจากไหน?

นักธุรกิจอิสระสามารถสร้างรายได้จาก 2 ช่องทาง คือ

1.รายได้จากการขายปลีก

โดยการขายสินค้าให้กับ ลูกค้าที่ไม่ประสงค์จะเป็นทั้ง สมาชิกผู้ใช้สินค้า และผู้จำหน่ายสินค้า นักธุรกิจอิสระจะได้ส่วนต่างของกำไรจากการซื้อสินค้าในราคาทุนเอามาจำหน่ายในราคาขายปลีก

2.รายได้จากแผนการจ่ายผลตอบแทน

โดยคำนวณจากยอดการซื้อสินค้าในกลุ่มของนักธุรกิจอิสระ ที่อยู่ภายใต้สายงานทั้งหมด โดยคำนวณตามระดับชั้น

แล้วแต่ว่าบริษัทจะเขียนแผนการจ่ายผลตอบแทนไว้อย่างไร รายได้นี้เปรียบเสมือนรายได้ของร้านค้าส่งในระบบเดิมนั่นเอง

การตลาดแบบเครือข่ายต่างจากการขายตรงอย่างไร?

การตลาดแบบเครือข่าย พัฒนามาจากงานขายตรงแบบชั้นเดียว

ซึ่งการขายตรงแบบชั้นเดียว ผู้จำหน่ายจะมีรายได้จากการขายสินค้าของตัวเองเพียงอย่างเดียว ไม่มีการสร้างทีมผู้จำหน่าย

ส่วนการขายตรงแบบหลายชั้น (Multi Level Marketing – MLM) หรือการตลาดแบบเครือข่าย (Network Marketing) เปิดโอกาสให้ผู้จำหน่ายสามารถสร้างเครือข่ายนักขายของตัวเองขึ้นมาได้

และเป็นการพัฒนาที่ทำให้วงการอุตสาหกรรมขายตรง เปลี่ยนรูปไป ผู้จำหน่ายไม่เพียงแต่จะมีรายได้จากการขายสินค้าให้กับลูกค้าเท่านั้น ยังสามารถมีรายได้เกิดขึ้นตามยอดขายรวมของเครือข่ายผู้จำหน่ายที่สร้างขึ้นอีกด้วย

การตลาดแบบเครือข่าย ยังมีการการพัฒนาขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง เพื่อช่วยลดช่องว่างระหว่างผู้ผลิตกับลูกค้าทั่วไป ด้วยการเปลี่ยนสถานะของลูกค้าทั่วไป ให้มาเป็นสมาชิก

ลูกค้าที่มาเป็นสมาชิกสามารถสั่งซื้อสินค้าได้ในราคาทุน เช่นเดียวกับผู้จำหน่าย และถ้าหากว่าสมาชิกสนใจอยากสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง ก็สามารถเปลี่ยนสถานะเป็นผู้จำหน่ายได้ และสร้างเครือข่ายผู้บริโภคของตัวเองขึ้นมา

การตลาดแบบเครือข่าย จึงเป็นระบบการตลาดที่รวมเอาผู้บริโภคและผู้จำหน่าย ซึ่งอาจเป็นคนเดียวกัน มาเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ในรูปแบบใหม่ที่เรียกว่าเป็นความสัมพันธ์เชิงหุ้นส่วน

ข้อดีของการตลาดแบบเครือข่าย

มีจุดแข็งของการตลาดแบบเครือข่ายอยู่ 2 ส่วน คือ

จุดแข็งของบริษัท

จุดแข็งของบริษัท คือ บริษัทมีเงินลงทุนสูง มีศักยภาพทางด้านการผลิตสูง เป็นมืออาชีพในการผลิตสินค้า มีการลงทุนมากมายมหาศาลไปกับการวิจัย และพัฒนาสินค้า มีระบบจัดการที่ดีที่สุด สามารถผลิตสินค้าได้ในจำนวนมาก ทำให้สินค้ามีราคาถูก และไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าโฆษณา

จุดแข็งของผู้จำหน่าย

จุดแข็งของผู้จำหน่ายคือ ผู้จำหน่ายก็คือผู้บริโภคทั่วไป ที่มีเครือข่ายญาติมิตร ที่มีความสัมพันธ์และเชื่อถือกันอยู่แล้ว ญาติมิตรแต่ละคนต่างก็ซื้อสินค้าใช้กันอยู่แล้ว

ถ้าหากผู้จำหน่ายสามารถรวมกำลังซื้อในเครือข่ายญาติมิตรเข้าด้วยกัน และญาติมิตรแต่ละคนก็รวมกำลังซื้อในเครือข่ายญาติมิตรของตนเองเข้าไปด้วย ก็จะเป็นกำลังซื้อที่มีศักยภาพมาก และใช้ต้นทุนต่ำมากๆด้วย

เมื่อนำจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายมารวมกัน จะกลายมาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ หรือหุ้นส่วนที่ต่างเติมสิ่งที่ขาดให้แก่กัน

บริษัทมีสินค้าที่ดีที่สุดถูกที่สุด ผู้จำหน่ายมีช่องทางจำหน่ายที่ดีที่สุดถูกที่สุด การตลาดแบบเครือข่ายจึงเป็นธุรกิจรูปแบบใหม่ที่ใครๆก็สามารถทำได้

ทำความเข้าใจตลาดเครือข่าย

เนื่องจากมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับธุรกิจเครือข่ายอยู่มาก จึงจะขออธิบายถึง 5 ช่องทางค้าขายหลักของโลก ที่ผู้คนจะสามารถทำเงินเข้ากระเป๋าได้ และธุรกิจเครือข่ายก็คือ หนึ่งในช่องทางเหล่านั้น ดังนี้

1.ขายปลีก

เป็นธุรกิจแบบดั้งเดิมที่คนบนโลกนี้สมัยก่อนอยากทำอะไรก็เปิดร้าน เปิดร้าน และสมัยนี้ก็ยังคิดเปิดร้านกันอยู่ อยากจะเปิดร้านขายอาหารก็เปิด อยากขายสินค้าก็เปิด ขายสารพัดขาย

ข้อดี คือ ผู้คนทั่วไปรู้จัก และมันเริ่มต้นได้ง่ายที่สุด

ข้อด้อย คือ ไม่ท่านก็ลูกจ้างท่านจะต้องเสียเงินจ้าง ต้องมีคนเฝ้าร้าน และร้านจะต้องเปิดสม่ำเสมอทุกวัน ถ้าเปิดๆปิดๆ ลูกค้าจะหายไปเลย แล้วท่านอยากจะนั่งเฝ้าร้านตลอดชีวิตหรอ

2.ขายตรง

การตลาดส่งตรงจากไปรษณีย์ ขายของออนไลน์ก็เป็นขายตรง มันคือขายตรงๆผ่านช่องทางออนไลน์ โพสต์ขาย ถ่ายรูปขาย มีคนสั่งมาก็ส่งตรง แค่เปลี่ยนสื่อทางการตลาด

ถ้าขายตรงแบบดั้งเดิม ก็คือ ให้นึกภาพของสาวมิสทีน สาวเอวอน คนขายทัพเปอร์แวร์ หรือขายประกับ แบบนี้คือการขายตรง หรือขายเครื่องกรองน้ำที่ท่านเคยเห็นเขาเคาะประตูตามบ้าน

ใครก็ตามที่คิดว่าจะทำธุรกิจขายตรง เพื่อให้มีชีวิตอิสระ เขาจะไม่ได้มัน เพราะเขาจะได้รับค่าคอมมิสชั่นและสินค้าราคาต่ำและก็ขายไปในราคาที่สูงกว่าและก็ทำรายได้จากส่วนต่างนั้น

แต่เขาจะต้องขาย ถ้าเขาไม่ขาย เขาจะไม่มีรายได้ พลังทวีน้อยมาก

3.การตลาดหลายชั้น การตลาดเครือข่าย – MLM

MLM ย่อมาจากคำว่า Multi-Level Marketing

แปลว่าการตลาดหลายชั้น แต่จริงๆแล้วเราควรจะเรียกว่าการตลาดหลายรุ่นมากกว่า เพราะว่าจากรุ่นแรกมี 1 คน รุ่นที่ 2 มี 2 คน รุ่นที่ 3 มี 4 คน รุ่นที่ 5 มี 16 คน ลึกลงไปเรื่อยๆแบบทวีคูณอย่างนี้ นี่คือการตลาดที่เรียกว่าของยุคศตวรรตใหม่เลยที่เดียว

ปัจจุบันนี้การตลาดแบบเครือข่าย หรือ MLM นั้นใหญ่มาก มีมูลค่าเป็นหมื่นๆแสนๆ ล้านบาทต่อปี

แต่คนจำนวนมาก มากกว่า 95-97 % ที่อยู่ในธุรกิจเครือข่ายเขาก็ยังไม่เข้าใจมัน แล้วคน 100% ที่ไม่ได้อยู่ในตลาดแบบนี้ ไม่ได้อยู่ในธุรกิจ MLM เป็นเพราะว่าเขาไม่เข้าใจในธุรกิจ หรือ เข้าใจมันผิดๆ

แต่ถ้าใครเข้าใจการตลาดแบบเครือข่ายหรือ MLM แล้ว เขาเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในการตลาดนี้แล้วทำเต็มที่ภายใน 6 เดือน – 3 ปี แล้วมีชีวิตอิสระไปเลยเพราะมันมีสูตร มีวิธีในการทำที่ใครก็ตามทำแบบนี้แล้วทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้ประสบความสำเร็จได้ 3 ปี ชีวิตเขาจะไม่เหมือนเดิม

ผมบอกเลยว่ามันเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น และในยุคปัจจุบันการตลาดเครือข่าย การตลาดหลายชั้นแบบ MLM นี้ทำง่ายมาก ง่ายกว่าเดิมมากๆ หลายเท่า มันคือช่องทางที่ทรงพลังที่สุดอันดับหนึ่งของโลก

4.การตลาดออนไลน์

การตลาดออนไลน์ ช่วยให้ท่านนั้น สามารถสื่อสารไปถึงผู้บริโภคจำนวนมากๆได้ ด้วยการใช้พลังทวีของอินเตอร์เน็ต มันคือมีพลังทวีที่สุดยอดและทรงพลังมากๆ

แต่มันมีข้อด้อยตรงที่ว่า รายได้ที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดแบบทวีคูณ ถ้าท่านมีระบบที่ทรงพลังในการที่จะเซตอัพระบบธุรกิจออนไลน์ให้มันมีรายได้เติบโตแบบทวีคูณแล้วละก็ มันไม่แตกต่างจากการขายตรงจากข้อที่ 2 เลย

และคนในโลกนี้มากกว่า 90-95% ไม่เข้าใจการตลาดออนไลน์ คิดว่าการสมัครทำธุรกิจแล้วโพสต์ขายของในอินเตอร์เน็ตมันคือการตลาดออนไลน์ มันก็ใช่นะ แต่มันเป็นแบบ Basic มากๆ การตลาดออนไลน์มีอะไรมากกว่านั้น

5.พีระมิดหรือแชร์ลูกโซ่

คือช่องทางที่คนนั้นอยากรวยเร็วๆ เขาจะงัดมันออกมาใช้ ออกมาทำ มันคล้ายกับ MLM มาก พูดง่ายๆก็คือมันลอกธุรกิจ MLM มาเลย

แต่ทำไมธุรกิจแบบนี้จึงถูกตีความหรือถูกตำรวจจับหรือถูกคนฟ้อง ว่าเป็นพีระมิด เป็นแชร์ลูกโซ่ เป็นธุรกิจที่หลอกลวงผู้คน ธุรกิจที่รับการฟันธงว่าเป็นพีระมิดเพราะธุรกิจเหล่านี้ล้มเหลวในการเคลื่อนไหวสินค้าไปสู่มือผู้บริโภค แต่การตลาดเครือข่ายหรือ MLM ที่เวิร์คนั้นจะต้องมีการเคลื่อนสินค้าไปสู่มือผู้บริโภค

ปัญหาในธุรกิจเครือข่าย

ปัญหาและความท้าทายความเจ็บปวดของผู้ที่ทำธุรกิจเครือข่ายได้อย่างน้อยใน 15 ข้อ

  1. มีคนมาชวนไม่มีทุน
  2. พอมีทุนลงเงินไปก็ไม่เกิดอะไรไม่เห็นได้ผลลัพธ์เลย
  3. ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง
  4. หรือว่าไม่รู้จะต้องทำอย่างไรเพราะเขาสอนให้ชวนคน
  5. ชวนคนก็ชวนไม่ได้นะชวนไม่เป็น
  6. เขาสอนให้ขายของก็ขายไม่ได้ขายไม่เป็น
  7. แนะนำคนไม่มีใครสนใจ
  8. โทรไปชวนคนมาทำธุรกิจคนก็ไม่เชื่อถือ
  9. ชวนคนมาดูโอกาสเขาก็ลังเลแล้วก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้เขาอยากสมัครกับเรา เราก็อยากให้เขาสมัครเขาก็ลังเลขอคิดดูก่อนอยู่ตลอดเลย สุดท้ายก็ขอคิดดูก่อน ไม่สมัครสักที
  10. สปอนเซอร์คนมาได้ก็ไม่รู้จะสอนยังไงให้เขาได้ผลลัพธ์เกิดรายได้
  11. ซื้อรายชื่อมาจากทุกแหล่ง จ่ายเงินไปหลายปี ลงทุนต่อเดือนเป็นพันเป็นหมื่นก็ไม่เคยประสบความสำเร็จได้จริง
  12. โทรหาคนละ 50 คน 100 คนก็ไม่ได้ผล
  13. จัดประชุมใหญ่โต ที่บ้าน ที่โรงแรมแต่ก็ได้ผลลัพธ์นิดเดียวไม่คุ้มเลย
  14. ไม่ว่าจะเดินทาง 100-200 กม. เพื่อไปสปอนเซอร์สุดท้ายได้แต่คำว่าขอคิดดูก่อน
  15. การโทรหารายชื่อที่ไม่มีคุณภาพและคนไม่สนใจ

และปัญหาอีกมากมาย

ถ้าท่านรู้วิธีการในการทำธุรกิจเครือข่ายที่ถูกต้องแล้ว ท่านจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่เกิดขึ้นกับท่านอีกเลย เพราะฉะนั้น ปัญหาเหล่านี้ทำให้เหลือสั้นๆ แค่ 2 ข้อ แล้วถ้าท่าน รู้แล้วว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของธุรกิจเครือข่าย คือ 2 ข้อนี้ และท่านแก้มันได้ ท่านจะต้องประสบความสำเร็จแน่นอน

ปัญหา 2 อย่าง ในธุรกิจเครือข่ายที่ท่านจำเป็นจะต้องรู้วิธีแก้ปัญหาให้ได้ ถ้าท่านรู้วิธีแก้ปัญหา 2 อย่างนี้ท่านสามารถที่จะเอาชนะ ธุรกิจเครือข่ายไปได้แล้ว ประมาณ 80% ที่เหลือเป็นเรื่องของทัศนคติ

1.ปัญหาการขาดรายชื่อ

ปัญหาข้อที่ 1 การขาดรายชื่อ เป็นปัญหาหลักๆ ที่คนส่วนมากเจอ เมื่อท่านเข้าทำธุรกิจใหม่ ก็จะได้รับการสอนว่า ให้เอากระดาษ เอาปากกามา แล้วลิสรายชื่อคนออกมาให้มากที่สุด แล้วก็เขียน script แล้วก็โทรตามสคริปต์ เพื่อที่จะเชิญคนในรายชื่อ

เราจะมีญาติพี่น้องเพื่อนฝูงรายชื่อกันได้เป็น 100-200 รายชื่อ แล้วก็โทรไปเชิญ เพื่อให้เขามาดูโอกาสทางธุรกิจกับเรา สุดท้ายเมื่อเราทำรายชื่อมา แล้วโทรไปแล้ว เราไม่มีทักษะในการโทรที่ถูกต้อง เราเชิญคนไม่เป็น มันไม่มีทางได้ผล มันได้ผลน้อย

ถ้าได้ผลก็เพราะว่าคนที่โทรไปเขารักท่าน เขาเชื่อท่าน เขาอยากจะสนับสนุนท่าน ส่วนมากแล้วท่านก็จะขายได้ หรือชวนได้ กับคนที่เขารักกันนั่นแหละ ส่วนคนที่แบบ เป็นเพื่อนห่างๆ เป็นญาติห่างๆ โอกาสที่ท่านจะชวนเขาได้นี่ยากมากเลย มันไม่ได้ชวนกันได้ง่ายๆ นะ เพื่อให้มาลงทุนหลักพัน หลักหมื่น หรือหลักแสน

พอท่านโทรตามรายชื่อคนรู้จักหมดแล้ว แล้วทำไง เริ่มเกิดอาการขาดรายชื่อ รายชื่อหมด ก็ได้รับการสอนว่า เอางี้สิไปซื้อรายชื่อมา รายชื่อละ 50 บาท ลงโฆษณาทำให้ท่านหมดเงินเป็นจำนวนมาก

โทรไปเจอก็เจอแต่รายชื่อไม่มีคุณภาพ และไม่รู้จักกัน

2.ปัญหาการขาดรายได้

เมื่อเจอปัญหาเรื่องการขาดรายชื่อ เพราะขาดรายชื่อปัญหาใหญ่ที่จะตามมา อีกปัญหาหนึ่งก็คือ การขาดรายได้ เพราะเราไม่มีคนให้คุยเรื่องธุรกิจ ไม่มีคนให้นำเสนอโอกาสทางธุรกิจ หรือสินค้า เราก็จะขายไม่ได้ ไม่มีรายได้ หรือไม่มีค่าคอมมิชชั่นเข้า

สิ้นเดือนต้องจ่ายค่ารักษายอด ธุรกิจเครือข่าย โดยส่วนมากก็เลย จมลงไป จมลงไป จมลงไปทุกที และองค์กรก็สอนแต่วิธีเดิมๆ เช่น ออกไปเดินคุยกับคนตามถนน ออกไปโรดโชว์ตั้งเต็นท์ ทำมาหมดทุกอย่างแล้ว ไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้นเลย

เพราะฉะนั้นถ้าท่านมีวิธีการทำการตลาดออนไลน์ที่ทรงพลังที่สุดแล้ว ท่านจะไม่กลับไปทำวิธีเดิมอีกเลย

คอร์สวีดีโอเทรนนิ่ง

การสปอนเซอร์แบบมีแรงดึงดูด

ประวัติธุรกิจเครือข่าย

ธุรกิจเครือข่าย ไม่ได้มีการบันทึกไว้ว่าเกิดขึ้นเมื่อไร แต่มีความเชื่อกันว่า มีการทำการตลาดแบบขายตรงหลายชั้น เกิดขึ้นเมื่อปี 1920 และ บริษัทแรกๆ ที่ใช้หลักการนี้คือ บริษัท California Vitamin Company (ปัจจุบันคือ “นิวทริไลท์”) ซึ่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารเสริมวิตามิน ในปี 1930 และ บริษัท California Perfume Company (ปัจจุบันคือ “เอวอน”) (ที่มา Wikipedia)

การเริ่มต้นของการตลาดแบบตรง

เป็นเวลากว่า 70 ปีมาแล้ว ในปี ค.ศ. 1930 บริษัท California Vitamin Company เกิดแนวคิดทำการตลาดแบบหลายชั้น เริ่มต้นจากการเปิดรับสมัครนักขาย ที่ลงทะเบียนเป็นผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ เพื่อการใช้งานส่วนตัว และขายให้กับครอบครัว และเพื่อนๆ ของพวกเขา

นักขายสามารถทำรายได้เพิ่มมากถึง $50 ดอลล่าร์ต่อเดือน ซึ่งเป็นรายได้จำนวนมากในเวลานั้น เพื่อนและญาติของพวกเขาไม่เพียงแต่ชอบผลิตภัณฑ์ แต่พวกเขาเริ่มตระหนักว่าพวกเขาสามารถได้รับประโยชน์ทางการเงิน ด้วยการซื้อผลิตภัณฑ์ในราคาขายส่งและนำไปขายให้กับผู้อื่นได้ด้วย (ที่มา Wikipedia/Nutrilite)

จุดเริ่มต้นของการตลาดแบบหลายชั้น MLM

ในปี ค.ศ. 1943 California Vitamin Company เปลี่ยนชื่อเป็น Nutrilite Corporation ซึ่งมีการใช้แผนการจ่ายผลตอบแทนการตลาดหลายชั้นอย่างแท้จริง ทุกคนที่เป็นผู้จำหน่ายของบริษัท ได้รับเงินจากการขายในทุกระดับชั้น

ในปี 1949 Jay Van Andle และ Richard Marvin DeVoss เข้าร่วมกับ Nutralite Corporation ในฐานะสมาชิกและในอีกสิบปีต่อมา เจและริชาร์ด ตัดสินใจที่จะสร้างบริษัทของตัวเอง เพื่อสร้างระบบการตลาดแบบเครือข่ายที่สมบูรณ์แบบ (Multi-level Marketing, MLM) ชื่อว่า แอมเวย์ (ที่มา Wikipedia/Amway)

ในปี 1975 หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคของสหรัฐ Federal Trade Commission ตัดสินใจยื่นฟ้องแอมเวย์และนำมาขึ้นศาล เพราะพวกเขาคิดว่าแอมเวย์ดำเนินธุรกิจในรูปแบบปิรามิด

รูปแบบปิรามิดคือ รูปแบบการขายแบบหลายชั้นที่มีแต่ระบบโดยที่ไม่มีผลิตภัณฑ์ ประกอบกับจำนวนบริษัทที่ใช้รูปแบบพีระมิดที่แตกต่างกันเกิดขึ้นมากมาย

เนื่องจากแอมเวย์เป็น บริษัทจัดจำหน่ายในรูปแบบ MLM ที่ใหญ่ที่สุดในเวลานั้น หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคของสหรัฐ จึงตัดสินใจดำเนินคดีเป็นตัวอย่าง เพื่อพิสูจน์ว่าแอมเวย์มีส่วนร่วมในธุรกิจที่ผิดกฎหมาย

เป็นเวลาสี่ปีที่แอมเวย์ต่อสู้ในศาลเพื่อพิสูจน์ว่าระบบการจัดนำหน่ายในรูปแบบ MLM เป็นธุรกิจที่ชอบด้วยกฎหมาย ในที่สุดแอมเวย์ชนะคดีในปี 1979 ซึ่งเป็นการปูทางให้ บริษัท MLM อื่น ๆ อีกมากมายเข้าสู่อุตสาหกรรม

การตลาดแบบเครือข่ายเต็มรูปแบบ Network Marketing

ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 การตลาดหลายระดับ MLM ถูกแทนที่ด้วยการตลาดเครือข่าย (Network Marketing) และตอนนี้การตลาดเครือข่ายมีแนวโน้มที่เติบโตมากที่สุด และมากกว่าธุรกิจในรูปแบบเดิมๆ ทั่วไป

เพราะเป็นวิธีการกระจายสินค้าที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก และตอนนี้ผู้คนทั่วไปก็มีโอกาสที่จะเติบโตทางธุรกิจ และประสบความสำเร็จ

มีผู้ประสบความสำเร็จภายในไม่กี่ปี เมื่อได้เข้าร่วมกับบริษัทที่ทำการตลาดแบบเครือข่าย

ทำไมต้องทำธุรกิจเครือข่าย

จะเป็นอย่างไร ถ้าวันนี้ท่านสามารถที่จะสร้างธุรกิจร้อยล้านของท่านเองขึ้นมาได้จริง ภายในระยะเวลา 3-5 ปี โดย

  • ไม่ต้องจ้างพนักงาน
  • ไม่ต้องใช้เงินลงทุนมากมาย
  • ไม่ต้องผลิตสินค้าเอง
  • ไม่ต้องมีทำเล
  • ไม่มีเจ้านาย
  • ไม่ต้องเดินทาง
  • ไม่ต้องใช้นาฬิกาปลุก
  • ไม่มีการเมือง
  • ไม่มีการผูกมัด
  • ไม่มีการแบ่งแยก
  • จบการศึกษาระดับไหนก็ทำได้
  • มีรายได้ไม่จำกัด
  • เพลิดเพลินกับคนที่คุณทำงานด้วย
  • เวลาอิสระ
  • สนุก!

ทำไมต้องทำธุรกิจเครือข่าย

ธุรกิจเครือข่าย ถ้าตั้งใจทำจริงจะใช้เวลาจากเริ่มต้นจนประสบความสำเร็จภายในระยะเวลา 3-5 ปี

ซึ่งเมื่อเทียบกับธุรกิจทั่วไปแล้วเจ้าของธุรกิจหรือนักบริหารระดับสูงที่ประสบความสำเร็จจะต้องใช้เวลามากถึง 15 ถึง 20 ปี

จะเห็นได้ว่าธุรกิจเครือข่าย เป็นเส้นทางที่สั้นกว่าเร็วกว่ามาก ในการที่จะประสบความสําเร็จในชีวิต

นักธุรกิจเครือข่ายไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนสูง บริษัทจะเป็นผู้ลงทุนตั้งแต่ การค้นคว้าวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ การผลิต การบรรจุหีบห่อ การสต๊อกสินค้า การจัดเตรียมระบบรับคำสั่งซื้อ การจัดเตรียมระบบประมวลผล

ผู้จำหน่ายสามารถสร้างเครือข่ายกระจายสินค้าของตัวเองขึ้นมาได้ด้วยเงินค่าสมัครเพียงไม่กี่ร้อยหรือพันกว่าบาท และลงทุนซื้อสินค้าใช้ เฉพาะที่ตัวเองต้องใช้เท่านั้น ก็สามารถสร้างธุรกิจที่มีมูลค่าหลักล้านได้

ในการประกอบธุรกิจแบบเครือข่าย ผู้จำหน่ายไม่ต้องมีการจ้างงาน แต่เป็นการสร้างเครือข่ายผู้ซื้อสินค้าของเราขึ้นมาเอง และเครือข่ายผู้จำหน่ายที่สร้างขึ้นมาก็ไม่ใช่พนักงานหรือลูกจ้างของเรา

ทุกคนเป็นเสมือนผู้จำหน่ายอิสระ เป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเองแต่ละคนก็รับผิดชอบ ในการสร้างเครือข่ายของตนเอง ผู้จำหน่ายจะไม่ได้รับเงินเดือน แต่จะได้รับผลตอบแทนตามผลงานที่ตัวเองสร้างขึ้น

ทำไมธุรกิจเครือข่ายจึงดีกว่า

ธุรกิจเครือข่ายไม่ใช่แค่ทำให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่จะมาปฏิวัติเศรษฐกิจใหม่ทั้งหมด สินค้าและบริการในโลกปัจจุบันนี้ ล้วนต้องการช่องทางไปสู่มือผู้บริโภคที่มีความต้องการใช้สินค้าหรือบริการทั้งสิ้น และผู้บริโภคจำเป็นจะต้องได้รับความรู้ความเข้าใจในสินค้าและบริการ

บริษัทต่างๆ มีทางเลือก ในการใช้วิธีการโฆษณา และจ้างพนักงานขายด้วยค่าจ้างราคาแพงเพื่อขายสินค้าและบริการ หรือ เปลี่ยนมาดำเนินธุรกิจแบบเครือข่ายเพื่อส่งต่อเรื่องราวผ่านชุมชนนักธุรกิจเครือข่าย

มีบริษัทจำนวนมากขึ้นเลือกใช้การตลาดแบบเครือข่าย เพราะมันเหมาะกับเศรษฐกิจยุคใหม่ บริษัทพร้อมให้การสนับสนุน และจ่ายค่าคอมมิสชั่น ให้กับตัวแทนในการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ของบริษัท มันสุดยอดมาก และมีประสิทธิภาพเพราะในเศรษฐกิจยุคใหม่การโฆษณาแบบปากต่อปาก ยังคงทำงานได้ดีกว่ารูปแบบการโฆษณาอื่น ๆ

บริษัท แทนที่จะต้องเอาเงินไปใช้ในการโฆษณาและโปรโมชั่น แต่สามารถเอามาจ่ายให้กับ ผู้จำหน่ายเพื่อกระจายสินค้าของตัวเองแทน

Tags :
คู่มือสร้างธุรกิจเครือข่าย MLM
Share This :

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *